
รู้ทัน... โรคพิษสุนัขบ้า อันตรายถึงชีวิต ป้องกันได้!
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัสเรบีส์ โดยมีพาหะคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัข แมว กระรอก ชะนี และหนู หากติดเชื้อและเริ่มแสดงอาการแล้ว จะเสียชีวิตทุกราย
การติดเชื้อแพร่กระจายผ่านทางน้ำลาย เมื่อถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด ข่วน หรือน้ำลายสัมผัสกับบาดแผล เยื่อบุตา จมูก และปาก
อาการในคน (แสดงอาการหลังรับเชื้อ 3 สัปดาห์ - 6 เดือน หรืออาจนานถึง 1 ปี)
ระยะแรก: เบื่ออาหาร, เจ็บคอ, มีไข้, อ่อนเพลีย, คันรุนแรงบริเวณบาดแผล
ระยะต่อมา: กระสับกระส่าย, กลัวแสง, กลัวลม, ไม่ชอบเสียงดัง, เพ้อเจ้อ, กลืนลำบาก, ปวดท้องน้อย, กล้ามเนื้อขากระตุก, แน่นหน้าอก, หายใจไม่ออก, เกรง, เป็นอัมพาต และเสียชีวิต
อาการในสุนัข (ระยะฟักตัว 3–8 สัปดาห์ ไม่เกิน 6 เดือน และจะตายภายใน 10 วันหลังแสดงอาการ)
ระยะแรก: นิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม
ระยะตื่นเต้น: กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, หงุดหงิด, ไม่อยู่นิ่ง, ม่านตาขยาย
ระยะอัมพาต: คอตกรก, ลิ้นสีแดงคล้ำห้อย, น้ำลายไหล, อ่อนแรง, ทรงตัวไม่ได้, เป็นอัมพาต และตายในที่สุด
แนวทางการป้องกัน
นำสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี
ใส่สายจูงเมื่อนำสุนัขออกนอกบ้าน ไม่ปล่อยให้พ้นสายตา
ทำหมันหรือฉีดยาควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยงไม่ให้มีมากเกินไป
ยึดหลัก "5 ย" เพื่อลดความเสี่ยงถูกกัด: อย่าแย่, อย่าเหยียบ, อย่าแยก, อย่าหยิบ, อย่ายุ่ง
หากถูกสัตว์กัดหรือข่วน: ให้รีบล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ กักสุนัขเพื่อดูอาการ 10 วัน และรีบไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนให้ครบชุดทันที